สถานที่ท่องเที่ยว

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาษาถิ่นอีสาน

ภาษาพูดของคนอีสานในแต่ละท้องถิ่นนั้นจะมีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไป ตามสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับถิ่นใดรวมทั้งบรรพบุรุษของท้องถิ่นนั้นๆด้วย เช่น แถบจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มีชายแดนติด กับเขมร สำเนียงและรากเหง้าของภาษาก็จะมีคำของภาษาเขมรปะปนอยู่ด้วย ทางด้านจังหวัด สกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เลย ที่ติดกับประเทศลาวและมีชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่ค่อนข้างมากก็จะมีอีกสำเนียงหนึ่ง ชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นๆ ก็จะมีสำเนียงที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและยังคงรักษาเอกลักษณ์นั้นไว้ ตราบจนปัจจุบัน เช่น ชาวภูไท ในจังหวัดมุกดาหารและนครพนม
ถึงแม้ชาวอีสานจะมีภาษาพูดที่มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น แต่ในภาษาอีสานก็มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงมีความคล้ายกันก็คือ ลักษณะของคำและความหมายต่างๆ ที่ยัง คงสื่อความถึงกันได้ทั่วทั้งภาค ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอีสานต่างท้องถิ่นกันสามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี
ถ้าจะถามว่าภาษาถิ่นแท้จริงของชาวอีสานใช้กันอยู่ที่ใดคงจะตอบไม่ได้ เพราะภาษาที่คนในท้องถิ่นต่างๆใช้กันก็ล้วนเป็นภาษาอีสานทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นภาษาที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็มีรากศัพท์ในการสื่อความหมายที่คล้ายคลึงกัน
ในปัจจุบันชาวอีสานตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นได้หันมาใช้ภาษาไทยกลางกันมากขึ้น เพราะวัยรุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาที่ดีเทียบเท่ากับคนในภาคกลางหรือกรุงเทพมหานคร ทำให้ภาษาอีสานเริ่มลดความสำคัญลง เช่นเดียวกันกับภาษาพื้นเมืองของภาคอื่นๆ แต่ผู้คนตามชนบทและคนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาอีสานกันเป็นภาษาหลักอยู่ ทั้งนี้คนอีสานส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอีสานของท้องถิ่นตนเองและภาษาไทยกลาง หากท่านเดินทางไปในชนบทของอีสานจะพบการใช้ภาษาถิ่นที่แตกต่างกันไปดังที่กล่าวมาแล้ว แต่คนอีสานเหล่านี้โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะสามารถสื่อสารกับท่านเป็นภาษาไทยกลางได้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะวัยรุ่นชาวอีสานใหญ่จะเข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อก่อนจะไปหางานทำเฉพาะหลังฤดูทำนา แต่ในปัจจุบันวัยรุ่นส่วนใหญ่จะเข้ากรุงเทพฯและทำงานที่นั่นตลอดทั้งปี ชาวอีสานที่ไปต่างถิ่นนอกจากจะหางานทำแล้ว ก็ยังมีการเผยแพร่วัฒนธรรมรวมทั้งภาษาของตนเองไปในตัว จะเห็นได้จากในปัจจุบันชาวไทยจำนวนมากเริ่มเข้าใจภาษาอีสาน ทั้งจากเพลงลูกทุ่งภาษาอีสานที่ได้รับความนิยมกันทั่วประเทศและจากคนรอบตัวที่เป็นคนอีสาน ทำให้ภาษาอีสานยังคงสามารถสืบสานต่อไปได้อยู่ถึงแม้จะมีคนอีสานบางกลุ่มเลิกใช้

ภาษาถิ่นอีสาน แปลเป็นภาษากลาง ภาษาถิ่นอีสาน แปลเป็นภาษากลาง
ก. - - -
กะซาง ช่างเถอะ กะด้อ กะเดี้ย อะไรกันนักหนา
กินเข่าสวย รับประทานอาหารกลางวัน เกิบ รองเท้าแตะ
กินดอง เลี้ยงฉลองสมรส กะเลิงเบิ๊บ ยายเฉิ่ม,คนสติไม่ดี
กะจังว่า ก็นั่นน่ะสิ กองอ้วกย้วก ลักษณะคนล้มทรุดตัวลงกองกับพื้น
เกี้ยงตั๊บ หมดเกลี้ยง กินข่าวสวย รับประทานอาหารกลางวัน
ข. - - -
ขี้ตั๋ว โกหก,พูดไม่จริง ขี้ตะแร้ รักแร้
ขี้หินแฮ หินลูกรัง ข่อยกับเจ้า ฉันกับเธอ
ขี้โก๊ะ จิ้งเหลน, จิ๊กโก๋ ขี้เกี้ยม จิ้งจก
ขนคิงลุก ขนลุก ข่อยกั๊บเจ้า ฉันกับเธอ
ขะหยอน มิน่าล่ะ ขี้เมี่ยง สนิม
ค. - -

เคียด โกรธ,งอน คนมะลำมะลอย คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
คักอีหลี สะใจจริงๆ คนบ่เคียม คนซุ่มซ่าม
คอง(ภาษาอีสานตอนบน ) รอคอย เคียม สุภาพเรียบร้อย
เคียด โกรธ คึดฮอด คิดถึง
เคิกกัน คลาดกัน (อีสานตอนบน) คำคิง สัมผัส,แตะตามเนื้อดูว่าตัวร้อนหรือไม่
คนมะลำมะลอย คนไม่น่าเชื่อถือ เอาแน่อะไรไม่ได้ คือเก่า เหมือนเดิม
คะมะ หยุดชะงักด้วยเหตุบังเอิญ

ง. - - -
งานดอง งานแต่งงาน งานเฮือนดี งานศพ
ไงกุ้ม ฝุ่นตลบ งอนตอ ท้ายทอย (อีสานบน)
งามโพดงามเหลือ งามแท้งามว่า สวยจริงสวยจัง สุดจะพรรณา ง้วกเบิ่ง เหลียวมอง
จ. - - -
เจ้า, ข่อย คุณ, ฉัน จี่ ปิ้ง,ย่าง
จักแหล่ว ไม่รู้สิ จอบเบิ่ง แอบดู
จอก แก้ว จั๊กกะเดียม จั๊กกะจี้
จาฮีต เป็นคำยืนยันถึงความจริง,แน่นอน ใจฮ้าย โกรธ,โมโห
จังได๋ แบบไหน,ยังไง จาวขาย ประกาศขาย
แจบใจ มั่นใจ,สนิทใจ ใจออก ถอดใจ,ท้อถอย
จือ จำ,เข็ด โจงโปง โล่ง,ว่างเปล่า
จาวขาย ประกาศขาย จอกน้ำ แก้วน้ำ
ซ. - -

ซอกหา ค้นหา,ตามหา โซนแซว เอะอะ,เสียงดัง
ซ่า ช้า ซั่นแหล่ว ก็ว่างั้นแหล่ะ
ซะซาย กระจัดกระจาย ซุมเข่าแลง สังค์สรรค์มื้อเย็น
ซัง เกลียด ซุ ก้นทะลุ
เซือ เชื่อ
ซอมใจ ตรอมใจ เซาจุ๊ดปุ๊ด หยุดทันที,หายทันควัน
ซอยแน ช่วยด้วย แซวซะ เสียงดัง,อึกกะทึก คึกโครม
ซุมแซว รื่นเริง,สังสรรค์ . .
ด. - - -
ดังไฟ ก่อไฟ โดน นาน
ต. - - -
ตะพึดตะพือ ไม่บันยะบันยัง ตั้มอิด แรกเริ่ม.เริ่มต้น,ครั้งแรก,ทีแรก
ตาฮัก ตาแพง น่ารัก น่าเอ็นดู แตกวึ่นๆ แตกตื่น
ตังนัง เก้าอี้,ม้านั่ง ตะเว็น ดวงอาทิตย์
ตื่น ตกใจ! ต้อดเข่ามา ขยับ,กระแซะๆๆๆ เข้ามาซิ
ตำหูก ทอผ้า ติงคิง ขยับ, แตะต้องเนื้อตัว
เต้า ประชุม (อีสานตอนบน) ตุ้มไว้ รวบรวม


ว. . . .
เหว้าพื้น กล่าวถึง,พูดถึง
(เป็นการกล่าวนำของชาวอีสานตอนล่าง) เหว้าดุ พูดมาก
เว้ามวนซวนหัว พูดตลกขบขันน่าหัวเราะ . .
ส. - -

สะหวอย อ่อนเพลีย, หมดแรง สะออน ปลื้ม, น่าชมเชย
สะเดิด สะดุ้ง เสี่ยว เพื่อน, มิตร
สีแหล่ สีน้ำเงินอมม่วง สีบัว สีชมภู (ภาษาอีสานตอนบน)
โสเหล่ วิพากษ์ วิจารณ์ ส่ง กางเกง
ส่วง สีข้าง สำมะปิ จิปาถะ
ส้นน่อง ส้นเท้า สาด เสื่อ
โสเหล่ วิพาก วิจารณ์ ส่ง กางเกง
เสื่อหมากกะแล่ง เสื้อคอกระเช้า เส้า หยุด, เลิก, ระงับ
สำมะปิ จิปาถะ สุกยู้ ผลักดัน
สำมะแจะ สาระแน . .
ห. - - -
หนหวย หงุดหงิด,รำคาญ หุ่ง สว่าง
ห่อย ห้อย,แขวน ห่าว อาการสดชื่น,ตื่นตัว
หมากอึ ฟักทอง . .
ห้าง พัง,หย่าร้าง หน่าลา อาการเสียหน้า
ห้อน ร้อน . .
อ. - - -
อีหล่า คำเรียกเด็กผู้หญิง ออนซอน น่าเอ็นดู
อีเกิ้ง ดวงจันทร์ อัง คับแคบ

ฮ. - -

โฮมตุ้ม ชุมนุม,รวมตัว ฮู้เมือ รู้สึกตัว
ฮัก รัก เฮา เรา
ฮำฮอน อาลัยอาวรณ์ ฮ้าย ดุ, ดุดัน, ต่อว่า ต่อขาน
อยากหัว น่าขัน น่าหัวเราะ เฮ็ดงาน ทำงาน
แฮง แรง แฮกหมาน ประเดิม

ขอบคุณที่มา : http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=2177.0;wap2

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แม่น้ำสงคราม



แม่น้ำสงคราม เป็นลำน้ำสายยาวที่สุดในแถบที่ราบลุ่มน้ำโขง มีความยาวประมาณ ๓๑๕ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาภูพาน จากหมู่เขาในเขตอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร และจากทิวเขาผาหัก ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ไหลไปทางทิศเหนือ แล้ววกลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปบรรจบลำน้ำโขงที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
ลำน้ำนี้ใช้เป็นเส้นทางแบ่งเขตจังหวัดสกลนคร กับจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคายเกือบตลอดทั้งสาย มีน้ำตลอดปี ใช้เดินเรือได้ในฤดูน้ำ เรือขนาด ๕๐ ตัน เดินจากปากน้ำ ถึง อำเภอบ่อศรีสงคราม ในฤดูแล้งใช้ได้เฉพาะเรือขนาดเล็ก ลำน้ำสงครามได้รับน้ำจากแควหลายสาย ที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำยวม และลำน้ำก่ำ
ลำน้ำยวม เป็นแควสายใหญ่ของลำน้ำสงคราม ยาวประมาณ ๑๑๔ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาภูพาน ไหลผ่าน อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ในฤดูน้ำเรือเดินได้ถึงบ้านหนองแสง อำเภอสว่างแดนดิน ฤดูแล้งน้ำแห้งเป็นช่วง ๆ
ลำน้ำก่ำ ต้นน้ำเกิดจากหมู่เขาในทิวเขาภูพาน คือ ภูผานาง ภูผาแดง ภูหินแท่น ไหลจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขนานกับแนวทิวเขาภูพาน ไหลผ่านที่ลุ่มสองแห่งคือ หนองสัง และบึงผีป่าช้า ได้รับน้ำจากลำห้วยเล็ก ๆ ที่เกิดจากเทือกเขาภูพาน หลายสายเกือบตลอดความยาว เริ่มตั้งแต่ห้วยยาง ห้วยก้านเหลือง และห้วยคำชะอี ลำน้ำก่ำยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ลำน้ำคดเคี้ยวมาก



ขอขอบคุณที่มา http://tc.mengrai.ac.th/punnapa/socal

แม่น้ำมูล



แม่น้ำมูล เป็นลำน้ำใหญ่เพียงสายเดียวบนที่ราบสูงแห่งนี้ นับว่าเป็นเสมือนเส้นโลหิตใหญ่ที่หล่อเลี้ยง พื้นที่ดินทรายอันกว้างขวาง ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาสองทิวด้วยกันคือ ทิวเขาหินแกรนิต ในทิวเขาสันกำแพง เป็นทิวเขาที่เชื่อมทิวเขาดงพระยาเย็นกับทิวเขาพนมดงรัก ทิวเขานี้จะกั้นลำน้ำมูลไว้ทางด้านทิศตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทิวเขาหนึ่งคือทิวเขาหินปูน ซึ่งทอดตัวขนานอยู่ทางด้านตะวันออก ต้นน้ำของลำน้ำมูลอยู่ในเขต อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านอำเภอโชคชัย แล้วมีลำพระเพลิงไหลมาบรรจบทางฝั่งตะวันตก ผ่านอำเภอท่าช้าง อำเภอพิมาย โดยมีลำเชิงไกรไหลมาบรรจบก่อนถึงอำภเภอพิมาย เมื่อไหลผ่านอำเภอพิมายแล้วมี ลำจักรราชไหลมาบรรจบ จากนั้นไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านเขตอำเภอท่าตูม มีลำปลายมาศ และสตึงเปรี๊ยะซีไหลมาบรรจบ จากนั้นไหลผ่าน จังหวัดศรีสะเกษ มีห้วยระวี และห้วยทับทันไหลมาบรรจบ แล้วไหลผ่านอำเภอเมืองอุบล ฯ โดยมีลำน้ำชีไหลมาบรรจบก่อนถึงจังหวัดอุบล ฯ จากนั้นไหลผ่าน อำเภอพิบูลมังสาหาร แล้วไปบรรจบลำน้ำโขงที่บ้านปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบล ฯ ในห้วงนี้ลำห้วยต่าง ๆ ไหลมาบรรจบอีกหลายสาย
ตอนใกล้ปากแม่น้ำ คือตั้งแต่ อำเภอพิบูลมังสาหารไปถึงลำน้ำโขง ระยะทาง ประมาณ ๓๔ กิโลเมตร มีเกาะแก่งต่างๆ ขวางลำน้ำมูลอยู่รวม ๑๓ แห่งด้วยกัน แก่งเหนือสุดได้แก่ แก่งสะพือ แก่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ แต่ก็มีประโยชน์เป็นเสมือนฝายกั้นน้ำในลำน้ำมูล ไม่ให้แห้งไปในฤดูแล้ง หากไม่มีแก่งเหล่านี้กระแสน้ำในลำน้ำมูลจะไหลแรงขึ้น และน้ำจะไหลลงสู่ลำน้ำโขงเร็วขึ้นจนหมดสิ้นในระยะเวลาอันชั่งสั้น
ลำน้ำมูลเป็นลำน้ำสายเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่หล่อเลี้ยงเกือบทุกจังหวัดในภาคนี้ คือ ๑๒ จังหวัดใน ๑๕ จังหวัด เว้น ๓ จังหวัดคือ สกลนคร นครพนม และหนองคาย ในตอนต้นน้ำจะไหลอยู่ในซอกหิน แล้วจึงขยายกว้างออกไปตามลำดับ ในฤดูแล้งลำน้ำบางตอนจะตื้นเขิน ลุยข้ามได้ความเร็วของกระแสน้ำไม่ใคร่เปลี่ยนแปลง ในฤดูน้ำน้ำจะท่วมที่ลุ่มทั้งสองฟาก ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีจะกว้างถึงสองกิโลเมตร และนับตั้งแต่อำเภอท่าช้างจนถึงปากมูล จะมีน้ำตลอดปี ลำน้ำมูลมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร ลำห้วยที่สำคัญของลำน้ำมูลได้แก่
ลำพระเพลิง ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาสันกำแพง ไหลมาตามซอกเขาในเขต อำเภอปักธงชัย จนถึงบ้านบุหัวช้าง ตำบลตะขบจึงพ้นจากซอกเขาแล้วไหลขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปบรรจบลำน้ำมูลที่บ้านบุสะเดา ตำบลตะโพก อำเภอปักธงชัย มีความยาว ประมาณ ๙๘ กิโลเมตร ลำน้ำสายนี้มีน้ำเป็นตอน ๆ ใช้เดินเรือไม่ได้
ห้วยสำราญ ต้นน้ำเกิดจากเขาหินร่อง ทางด้านตะวันตกของอำเภอปักธงชัย ไหลมาบรรจบกับลำพระเพลิง ที่ตำบลลาดบัวขาว อำเภอโชคชัย ใช้เดินเรือไม่ได้
ลำตะคอง ต้นน้ำเกิดจากเขานครนายก เมื่อไหลผ่านทิวเขาไม้จันทน์แล้วก็ไหลผ่าน อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอเมืองนครราชสีมา มีความยาวประมาณ ๑๕๕ กิโลเมตร
ลำเชิงไกร หรือลำเชียงไกร ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาดงพระยาเย็น ไหลผ่านอำเภอด่านขุนทด อำเภอโพนไทย อำเภอโนนสูง
ลำปลายมาศ ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก ไหลผ่านอำเภอนางรอง อำเภอลำปลายมาศ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ไปบรรจบลำน้ำมูลที่ ตำบลบ้านแปร
ลำพระชี (สตรึงเปรี๊ยะซี) ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก บริเวณช่องเสม็ด มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร
ห้วยระวี เป็นลำห้วยอยู่ทางด้านตะวันออกของลำพระชี ต้นน้ำเกิดจากป่าบริเวณทิศเหนือของ จังหวัดสุรินทร์ มีความยาวประมาณ ๔๕ กิโลเมตร
ห้วยทับทัน ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก มีความยาวประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร
ห้วยสำราญ ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก บริเวณช่องจอม ไหลผ่าน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ อำเภอขุขันท์ จังหวัดศรีสะเกษ ไปบรรจบลำน้ำมูลทางเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ มีความยาวประมาณ ๑๒๖ กิโลเมตร มีห้วยท่าเอกไหลมาบรรจบบริเวณเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ห้วยท่าเอกยาว ๙๐ กิโลเมตร
ห้วยขยุง เกิดจากแควห้วยหา และแควห้วยขยุง ซึ่งเกิดจากทิวเขาพนมดงรัก แควทั้งสองมาบรรจบกันที่ อำเภอกันทารมณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในฤดูแล้งน้ำจะแห้งเป็นตอน ๆ

แม่น้ำชี


แม่น้ำชี เป็นสาขาใหญ่ที่สุดของลำน้ำมูล มีขนาด และความยาวเกือบเท่ากัน ลำชีหล่อเลี้ยงจังหวัดในภาคนี้ ๘ จังหวัด มีลำห้วย และลำน้ำเล็กไหลลงสู่ลำชีเป็นจำนวนมาก ตอนต้นน้ำแบ่งออกเป็นสองแคว แควเหนือ ต้นน้ำมาจากบึงอีจ้อย ในทิวเขาเพชรบูรณ์ ไหลมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มาบรรจบกับแควตะวันตก คือลำคันถู ซึ่งเกิดจากทิวเขาดงพระยาเย็น ไหลผ่านอำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เมื่อแควทั้งสองนี้ไหลมาบรรจบกันแล้ว ก็ไหลผ่านอำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอปัญจคีรี อำเภอเมืองขอนแก่น จากนั้นก็มีลำน้ำพองไหลมาบรรจบ แล้วไหลผ่าน อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอเมืองมหาสารคาม จากนั้นมีลำน้ำปาว ลำน้ำไหลไหลมาบรรจบ แล้วไหลต่อไปผ่านอำเภอเมืองยโสธร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอมหาชนะชัย แล้วไปบรรจบลำน้ำมูลที่บ้านท่าดอน ใกล้อำเภอเมืองอุบล ฯ
ลำชีมีลำน้ำไหลมาบรรจบเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือ น้ำพอง น้ำปาว และห้วยยาว
น้ำพอง เป็นแควใหญ่สุดของลำชี ไหลผ่านเขตจังหวัดเลย อุดร ชัยภูมิ และขอนแก่น ต้นน้ำเกิดจากเขากระทิง (เขากระดิ่ง) มีลำห้วย หลายสายไหลมาบรรจบที่สำคัญคือ น้ำพะเนียง น้ำพาย และน้ำเซิน
- น้ำพะเนียง ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาในจังหวัดเลย และเขาเก้ายอด ไหลมาบรรจบน้ำพองที่บ้านกุดปล้ำ
- น้ำพาย ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาภูกระดึง และรับน้ำจากทิวเขาเพชรบูรณ์ ไหลมาบรรจบน้ำพองที่บ้านกุดหา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
- น้ำเซิน ต้นน้ำเกิดจากภูเขาเพชรบูรณ์ และขอบที่ราบสูงโคราช ตอนต้นน้ำมีลำห้วยสายเล็ก ๆ ไหลมาร่วมได้แก่ น้ำแสม น้ำหก และน้ำสาย ห้วยเหล่านี้ไหลมาร่วมที่บ้านชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แล้วไหลไปบรรจบน้ำพองที่บ้านอู่มุ้ง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
น้ำพองไหลไปบรรจบ ลำชี ที่บ้านเผือ จังหวัดขอนแก่น มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร
น้ำปาว รับน้ำจากหนองหาร ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดร กับหนองพันสัก จังหวัดกาฬสินธุ์
- หนองหาร ได้รับน้ำจากเขาผาแข็ง มีความกว้างประมาณ ๕ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๑๒ กิโลเมตร
- หนองพันสัก ได้รับน้ำจากเขาผาพัก และดงแม่เผ็ด (แม่เปรต) มีขนาดเล็กกว่าหนองหารเล็กน้อย
น้ำปาวไหลผ่าน จังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วไปบรรจบลำชีที่บ้านสิดดั้ง อำเภอกมลาสัย จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความยาวประมาณ ๑๗๐ กิโลเมตร
ห้วยยาว ไหลมาบรรจบลำชี ถัดจากลำปาวไปทางตะวันออก ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาภูพาน และได้รับน้ำจาก ลำห้วยต่าง ๆ จากดงแม่เปรต ห้วยยาวไหลผ่าน จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด แล้วไปบรรจบลำชีในเขต จังหวัดยโสธร ตอนต้นน้ำเรียกว่า ห้วยไผ่ เป็นลำน้ำที่เป็นแนวแบ่งเขต อำเภอยางตลาด อำเภอกุฉินารายณ์ และอำเภอกมลาสัย ตอนปลายน้ำเป็นแนวเส้นแบ่งเขต จังหวัดอุบลกับ จังหวัดร้อยเอ็ด มีความยาวประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร
ลำน้ำที่ไหลอยู่รอบนอกของที่ราบสูง หรือในลุ่มน้ำโขง เป็นลำน้ำซึ่งเกิดทางแถบเหนือของทิวเขาเลย ทิวเขาเก้าลูก และทิวเขาภูพาน และพวกที่เกิดทางทิศตะวันออกของทิวเขาภูพาน ได้แก่ลำน้ำเหือง ลำน้ำเลย ลำน้ำโมง ลำน้ำสวย ลำห้วยหลวง ลำน้ำสงคราม ลำน้ำยวม ลำน้ำก่ำ ห้วยบางทราย ห้วยมุก ห้วยบังอี่
ขอบคุณที่มา http://tc.mengrai.ac.th/punnapa/socal